คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
km-med@medicine.psu.ac.th
Good Practices

หยั่งรากความหมายชีวิตสู่การดูแลที่คืนศักดิ์ศรีลดการตีตราผู้ป่วยจิตเภทเพื่อลดการป่วยซ้ำ

ปี 2568   รศ.พญ.จารุรินทร์ ปิตานุพงศ์   Good Practices   ยอดผู้เข้าชม 4 ครั้ง

ที่มาและปัญหา

     โรคจิตเภทเป็นโรคที่มีความเรื้อรัง มีอาการหลงเหลือ และมีโอกาสป่วยซ้ำสูง ทำให้ผู้ป่วยเกิดความบกพร่องในความสามารถ เกิดภาระโรคในระดับสูง เพื่อลดโอกาสการเกิดภาระโรคการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเภทจึงประกอบด้วยการผสานระหว่างการใช้ยาต้านโรคจิตร่วมกับทำให้ผู้ป่วยหยั่งรู้ตนและยอมรับความเจ็บป่วย รวมทั้งให้การฟื้นฟูทักษะชีวิตจนสามารถคืนผู้ป่วยกลับสู่สังคมและทำงานเลี้ยงชีพได้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนหนึ่งอาจถูกตีตราจากทัศนคติเชิงลบ ส่งผลให้ร้อยละ 26-44 ของผู้ป่วยจิตเภทปฏิเสธการรักษา นำไปสู่การกำเริบซ้ำของโรคและเพิ่มอัตราเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยพบว่าร้อยละ 50-92 ของผู้ป่วยจิตเภทมีการกำเริบซ้ำของโรคภายใน 5 ปี ทำให้เพิ่มภาระการดูแลของครอบครัวและสังคม

     สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์ จึงออกแบบการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเภทที่เป็นอัตลักษณ์ของสาขาวิชาฯ ครอบคลุมทุกมิติ “กายจิตสังคม”และใช้นวัตกรรม Homestay และเครือข่ายชุมชนเพื่อลดการตีตรา ทำให้ผู้ป่วยจิตเภทมีที่ยืนในสังคมอย่างสง่างาม มีคุณค่า มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และลดอัตราการป่วยซ้ำรวมถึงลดการเกิดภาระโรคของครอบครัวและสังคม

วัตถุประสงค์

  1. ผู้ป่วยจิตเภทมีอัตราการป่วยซ้ำลดลงและมีอัตราต่ำกว่าร้อยละ 10
  2. ผู้ป่วยจิตเภทมีชีวิตอยู่กับโรคจิตเภทได้อย่างมีความหมายร้อยละ 100 และร่วมมือในการรับประทานยาร้อยละ 100
  3. ผู้ป่วยจิตเภทคง (หรือเพิ่ม) ระดับความสามารถ โดยเรียนหนังสือจบหรือคงมีงานทำร้อยละ 95 และระดับความรู้สึกเป็นภาระของครอบครัวในระดับสูง มีอัตราน้อยกว่าที่พบในสถานพยาบาลเทียบเคียงอื่น ๆ
  4. มีจำนวนโรงพยาบาลเครือข่ายและเครือข่ายชุมชนหรือสังคมร่วมดูแลผู้ป่วยจิตเภทในจำนวนที่เพิ่มขึ้น
  5. กระบวนการรักษาผู้ป่วยจิตเภทผ่านการรับรองจากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ให้การรับรองคุณภาพมาตรฐานงานบริการ Disease Specific Certification (DSC) การดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเภทเป็นสถาบันแรกของประเทศไทย ให้สถานพยาบาลอื่นนำไปใช้เทียบเคียง (benchmark)

เป้าหมายและผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ผู้ป่วยจิตเภทมีอัตราการป่วยซ้ำที่ลดลงเนื่องจากมีความร่วมมือในการรับประทานยาต้านโรคจิตอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง สามารถใช้ชีวิตอยู่กับโรคได้อย่างมีความหมาย และมีมุมมอง (ใหม่) ต่อโรคจิตเภทและยาต้านโรคจิตในเชิงบวก
  2. อัตราการป่วยซ้ำที่ลดลงส่งผลทำให้ผู้ป่วยจิตเภทยังคง (หรือเพิ่ม) ระดับความสามารถในการเรียน การทำงาน ดำเนินชีวิตและช่วยเหลือตัวเองได้ ทำให้ความรู้สึกเป็นภาระของครอบครัวอยู่ในระดับต่ำ
  3. มีจำนวนโรงพยาบาลเครือข่ายร่วมดูแลผู้ป่วยจิตเภทและทำงานวิจัยร่วมกับสาขาวิชาฯ เพิ่มขึ้น มีจำนวนเครือข่ายชุมชนและสังคมร่วมเป็นแกนนำลดการตีตรา คืนศักดิ์ศรีผู้ป่วยจิตเภทแบบสานพลังที่ยั่งยืนสู่การฟื้นฟูผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น
  4. กระบวนการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่มีอัตลักษณ์ “หยั่งรากหัวใจมนุษย์สู่ระบบการรักษาพยาบาล” ที่ครอบคลุมมิติ“กายจิตสังคม” ผสานการให้คุณค่าเรื่อง “ความหมายชีวิต” ที่ค้นพบผ่านการร้อยเรียงเรื่องเล่าชีวิต ทำให้ผู้ป่วยเปลี่ยนมุมมองต่อโรคจิตเภทและการรับประทานยาต้านโรคจิตเป็นเชิงบวก ทำให้ลดอัตราการป่วยซ้ำของสาขาวิชาฯ ผ่านการรองรับคุณภาพมาตรฐานงานบริการ Disease Specific Certification จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน)
  5. นำกระบวนการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่เป็นอัตลักษณ์ของสาขาวิชาฯ แลกเปลี่ยนในงานประชุมจิตแพทย์ระดับนานาชาติ

แนวทางดำเนินงาน

    1. วิธีการ/แนวทางการปฏิบัติจริง (PDCA) ในอดีต และที่ได้ปรับปรุงใหม่ในปัจจุบัน

อดีต  Plan ใช้เทคนิค reality testing และ biological model ให้ความรู้เรื่องโรคจิตเภท ทำให้ผู้ป่วยมีความหยั่งรู้ตน ยอมรับความเจ็บป่วยและรับประทานยาต้านโรคจิตอย่างสม่ำเสมอ ทำให้อัตราการกำเริบซ้ำของโรคจากการขาดยาลดลง

  Do เมื่ออาการความคิดหลงผิดหรือประสาทหลอนทางเสียงสงบลง ใช้เทคนิค 1) reality testing ทำให้ผู้ป่วยจิตเภทสามารถแยกอาการที่เกิดจากตัวโรคกับโลกความเป็นจริง เกิดความหยั่งรู้ตนและยอมรับความเจ็บป่วย 2) biological model อธิบายเรื่องความผิดปกติของสมอง หรือ สารส่งประสาทเสียสมดุล ทำให้ผู้ป่วยจิตเภทมีความรู้เรื่องโรคและการรักษาด้วยยา

  Check ผู้ป่วยส่วนหนึ่งยังคงไม่หยั่งรู้ตน ไม่ยอมรับความเจ็บป่วย ไม่ร่วมมือในการรับประทานยาต้านโรคจิตและรู้สึกเจ็บปวด (suffering) ต่อการถูกตีตราของคนในสังคม รู้สึกเป็นคนไม่มีค่า ด้อยศักดิ์ศรี ทำให้ไม่ร่วมมือในการรับประทานยา

  Action ปรับแผนการดูแลผู้ป่วยจิตเภทใหม่ เพื่อให้ผู้ป่วยร่วมมือต่อการรับประทานยาต้านโรคจิตเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน  Plan คงการใช้ biological model กับ reality testing เพื่อให้ความรู้เรื่องโรค และเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของความไม่หยั่งรู้ตนหรือรู้สึกเจ็บปวดต่อการป่วยเป็นโรคจิตเภท ให้ใช้เทคนิคที่เป็นอัตลักษณ์ของสาขาวิชาฯ คือ 1) narrative interview ค้นหาความหมายชีวิต (meaning in life) ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดกับคำว่า “เป็นโรคจิตเภท” และ “รับประทานยาต้านโรคจิต” 2) solution focus ค้นหาทางออกของชีวิต ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่กับโรคจิตเภทได้อย่างสร้างสรรค์ 3) de-stigmatization ลดการตีตราของสังคมโดยใช้นวัตกรรมกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น ค่ายครอบครัว หรือ “home stay” และเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลเครือข่าย/เครือข่ายชุมชนหรือสังคมเพื่อดูแลผู้ป่วยจิตเภทร่วมกัน

  Do เมื่ออาการของโรคจิตเภทสงบลงให้ใช้ 1) biological model 2) reality testing 3) narrative interview ค้นหาความหมายชีวิตและเปลี่ยนความหมายของโรคจิตเภท/การรับประทานยาต้านโรคจิต จากเดิมที่เป็นเรื่องน่าอับอายให้กลายมามีความหมายใหม่ เช่น ทำให้ครอบครัวกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง ทำให้ผู้ป่วยกลับมาทำงานเลี้ยงดูครอบครัวได้  4) solution focus ค้นหาทางออกทำให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตร่วมกับโรคจิตเภทได้ 5) de-stigmatization เสริมทัศนคติเชิงบวกที่เข้มแข็งให้กับชุมชนเครือข่าย เช่น กิจกรรมเยี่ยมบ้านรายบุคคล นวัตกรรมค่ายครอบครัว “Home stay” และ Home stay online (ช่วงที่มีการระบาดของโรค COVID-19) 6) มีโรงพยาบาลเครือข่ายร่วมดูแลและพัฒนางานวิจัยผู้ป่วยจิตเภทร่วมกัน และ 7) นำรูปแบบการดูแลที่เป็นอัตลักษณ์ของสาขาวิชาฯ ไปเผยแพร่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับจิตแพทย์ในระดับนานาชาติ

    Check อัตราการป่วยซ้ำของผู้ป่วยจิตเภทในช่วง 1 ปี หลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่ปี พ.ศ.2565-2568 ลดลงจากร้อยละ 22.4 เป็นร้อยละ 1.5-3.1 (เป้าหมายคือ ต่ำกว่าร้อยละ 10) ร้อยละ 100 ของผู้ป่วยจิตเภทใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและรับประทานยาต้านโรคจิตอย่างสม่ำเสมอ (Ref 1) (เป้าหมายคือ ร้อยละ 100) และร้อยละ 46 ของครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทไม่มีความรู้สึกเป็นภาระ มีเพียงร้อยละ 29 ของครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทมีระดับความรู้สึกเป็นภาระในระดับสูง และค่าเฉลี่ยคะแนนการแสดงออกทางอารมณ์ของครอบครัวที่มีผลต่อการป่วยซ้ำของผู้ป่วยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับครอบครัวในภูมิภาคอื่นของไทยและต่างประเทศ (Ref 2) มีจำนวนครอบครัวจิตอาสานวัตกรรม Home stay เพิ่มขึ้นจาก 3 ครอบครัวเป็น 10 ครอบครัว มีชุมชนเครือข่ายเพิ่มขึ้นจาก 4 เครือข่ายเป็น 39 เครือข่าย นอกจากนี้นวัตกรรม Home stay ทำให้เกิดการเขยื้อนทัศนคติที่มีต่อผู้ป่วยจิตเภทในเชิงบวกมากขึ้น (Ref 4) และสาขาวิชาฯ มีงานวิจัยร่วมกับโรงพยาบาลเครือข่ายจำนวน 2 งานวิจัย (Ref 2, 5)

     Act คงกระบวนการรักษาผู้ป่วยจิตเภทที่เป็นอัตลักษณ์ของสาขาวิชาฯ เพื่อลดการกำเริบซ้ำอย่างต่อเนื่องต่อไป

งบประมาณที่ใช้ในการจัดโครงการ-กิจกรรม (ถ้ามี)     – ไม่มี

ผลลัพธ์และการวัดผล

  1. มีอัตราการป่วยซ้ำในช่วง 1 ปี หลังออกจากโรงพยาบาลต่ำกว่าร้อยละ 10 พบอัตราการป่วยซ้ำของผู้ป่วยจิตเภทในช่วง 1 ปีหลังออกจากโรงพยาบาลเท่ากับร้อยละ 1.5-3.1 ซึ่งมีค่าต่ำกว่าอัตราในอดีตที่พบร้อยละ 22.4 (Ref 3) และมีค่าต่ำกว่าที่พบในการศึกษาต่างประเทศ (Benchmark) คือ ร้อยละ 30

  2. คง (หรือเพิ่ม) ระดับความสามารถ โดยเรียนหนังสือจบหรือคงมีงานทำร้อยละ 95 ใน 5 ปี ที่ผ่านมาพบอัตราการคง (หรือเพิ่ม) ระดับความสามารถของผู้ป่วยจิตเภทหลังได้รับการบำบัดรักษาร้อยละ 97.1-100 และใน 3 ปีที่ผ่านมาพบอัตราเท่ากับร้อยละ 100

  3. ผู้ป่วยใช้ชีวิตร่วมกับโรคจิตเภทได้อย่างมีความหมายร้อยละ 100 และมีความร่วมมือในการรับประทานยาต้านโรคจิตอย่างสม่ำเสมอร้อยละ 100 งานวิจัยของสาขาวิชาฯ พบว่าร้อยละ 100 ของผู้ป่วยจิตเภทใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมาย และร้อยละ 100 ของผู้ป่วยจิตเภทรับประทานยาต้านโรคจิตอย่างสม่ำเสมอ (Ref 1)

  4. ครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทมีความรู้สึกเป็นภาระในระดับต่ำ ระดับความรู้สึกเป็นภาระ ในปี พ.ศ. 2567 (Ref 2) งานวิจัยของสาขาวิชาฯ พบว่า ร้อยละ 46 ของครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทไม่มีความรู้สึกเป็นภาระ และร้อยละ 29 ของครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทมีความรู้สึกเป็นภาระในระดับสูง ซึ่งมีอัตราต่ำกว่าที่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่พบร้อยละ 54.5 และในประเทศอินเดียที่พบร้อยละ 54.0

  5. เครือข่ายโรงพยาบาลและเครือข่ายชุมชน/สังคม ที่คืนตัวตนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และลดการตีตราผู้ป่วยจิตเภทมีจำนวนเพิ่มขึ้น เครือข่ายสังคม ในปี พ.ศ.2547 ช่วงเริ่มต้นการพัฒนางานเครือข่ายสังคมโครงการนวัตกรรม Home stay มีจำนวนเจ้าบ้านอาสาเพียง 3 ครอบครัว แต่ในปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 10 ครอบครัว มีเครือข่ายชุมชนจากเดิม 4 เครือข่าย แต่ในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 39 เครือข่าย และนวัตกรรม Home stay ทำให้ลดการตีตราและเกิดการเขยื้อนทัศนคติที่มีต่อผู้ป่วยจิตเภทเป็นเชิงบวกมากขึ้น ดังงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร J Psychiatr Assoc Thailand. 2015 (Ref 4) เครือข่ายโรงพยาบาล มีจำนวนโรงพยาบาลเครือข่ายเพิ่มขึ้นเป็น 8 โรงพยาบาล และมีงานวิจัยร่วมกับโรงพยาบาลเครือข่ายคือ โรงพยาบาลสงขลา โรงพยาบาลปัตตานี โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ จำนวน 2 งานวิจัย (Ref 2, 5)

  6. สาขาวิชาฯ ผ่านการรับรอง Disease Specific Certification (DSC) การดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเภท เป็นสถาบันแรกของประเทศไทย จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) เพื่อให้สถานพยาบาลอื่นนำไปใช้เทียบเคียง โดยตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีสถานพยาบาลใดแสดงความจำนงขอรับการรับรองการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเภท ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการขอรับรอง DSC การดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเภทเป็นครั้งที่ 2

  7. นำกระบวนการรักษาผู้ป่วยจิตเภทไปแลกเปลี่ยนในระดับนานาชาติ “Narrative intervention for positive meaning of schizophrenia and shaping better outcome of humanity” ในงานประชุม StEWARD 2567 ณ ประเทศเวียดนาม

  8.  

ปัจจัยความสำเร็จ

ประเด็น (จุดเด่น) ที่เสนอเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ และการเผยแพร่แนวปฏิบัติสู่ภายในหรือภายนอกมหาวิทยาลัย

การดูแลผู้ป่วยจิตเภทเชิงคุณภาพที่ครบมิติกายจิตสังคม โดยผสานการให้ความรู้ด้วย biological model และ reality testing ทำให้ผู้ป่วยจิตเภทเข้าใจหลักการรักษาโรคด้วยยาต้านโรคจิต ร่วมกับมองชีวิตผู้ป่วยจิตเภทอย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีความเป็นมนุษย์ โดยใช้การสื่อสารแบบ PSU model ที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะของสาขาวิชาฯ นำมาใช้ฟังความเจ็บป่วยที่มีอยู่ในชีวิตแบบเป็นเรื่องเล่าหรือ narrative story ทำให้ทีมรักษาพยาบาลสามารถสัมผัสได้ถึงโรคร่วมกับหัวใจของผู้ป่วยจิตเภทที่มีทั้งความสุขความทุกข์ อีกทั้งทำให้ค้นพบสิ่งที่เป็นความหมายอันยิ่งใหญ่ต่อชีวิตของผู้ป่วย นำมาใช้ในการเปลี่ยนความหมายของโรคจิตเภทและการรักษาด้วยยาต้านโรคจิตให้มีความหมายในเชิงบวกได้อย่างสร้างสรรค์และสอดคล้องกับชีวิตของผู้ป่วยแบบเฉพาะราย ทำให้ผู้ป่วยค้นพบทางออกหรือ solution สามารถใช้ชีวิตอยู่กับโรคจิตเภทได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป นอกจากนี้นวัตกรรมกิจกรรมลดการตีตราในระดับชุมชน/สังคม ที่เป็นอัตลักษณ์ของสาขาวิชาฯ และมีงานวิจัยรองรับ เช่น ค่ายครอบครัว หรือ home stay ทำให้เกิดการเขยื้อนทัศนคติเชิงบวกของผู้คนในสังคมต่อผู้ป่วยจิตเภท

บทเรียนที่ได้รับ

  1. แผนหรือแนวทางการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องในอนาคต คงรูปแบบและขยายแนวคิดกระบวนการดูแลผู้ป่วยจิตเภทแบบครบมิติกายจิตสังคมผสาน biological model, reality testing, narrative interview, solution focus และนวัตกรรมกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาล ชุมชนและสังคม ทำให้เกิดการเขยื้อนสังคมด้านลดการตีตราคืนศักดิ์ศรีให้กับผู้ป่วยจิตเภทอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับพันธกิจ sustainable development goals ต่อไป

  2. จุดแข็ง (Strength) หรือสิ่งที่ทำได้ดีในประเด็นที่นำเสนอ ทีมสหสาขาวิชาฯ มีความเป็นหนึ่งเดียวและทุ่มเท พร้อมปรับเปลี่ยนการดูแลตามสถานการณ์ภายนอกที่มาคุกคาม เช่น การทำระบบการรักษาแบบ online

  3. กลยุทธ์หรือปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ กำหนดนโยบายที่ชัดเจนร่วมกัน ให้ความสำคัญกับบุคลากรของสาขาวิชาฯ ทุกคน ทำให้เกิดการทำงานเป็นหนึ่งเดียว

  4. ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข เป็นสาขาวิชาฯ ขนาดเล็ก มีจำนวนบุคลากรน้อยเมื่อเทียบกับงานสอนและงานบริการสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

เอกสารอ้างอิง

เอกสารอ้างอิง

  1. Teetharatkul T, Pitanupong J, Good Medication Adherence and its Association with Meaning in Life among Thai Individuals with Schizophrenia. J Health Sci Med Res 2022;40(5):533-541.
  2. Kaewchum T, Pitanupong J, Tepsuan L, Yakkaphan P, Maneepongpermpoon P. Expressed emotions among caregivers of individuals with schizophrenia and associated factors: a multihospital-based survey in Southern Thailand. BMC Psychology.2025;13:34.  
  3. Pitanupong J, Ratanaapiromyakij P, Teetharatkul T, Factors Associated with Readmission Among Individuals with One Previous Episode of Schizophrenia in Southern Thailand: A University Hospital-based Retrospective Study. J Health Sci Med Res 2022; 40: 657-670.
  4. Taengbunngam S.,Chincharoensup D.,Vitayanont A. Attitudes toward Mental Illness of Psychiatric Patients, Relatives of Psychiatric Patients and Homeowners from A Homestay Family Camp.J Psychiatr Assoc Thailand 2015;60(2):149-154.
  5. Pitanupong J, Karakate A, Tepsuan L, Sritrangnant G. Attitudes Toward Long-Acting Injectable Antipsychotics among Schizophrenia Patients in Southern Thailand: A Multihospital-Based Cross- Sectional Survey. Siriraj Med J 2022; 74: 193-201.