ที่มาและปัญหา
ปัจจุบันการผ่าตัดส่องกล้องทางช่องท้องเป็นแนวทางการรักษาที่เป็นมาตรฐาน เพราะช่วยลดระยะพักฟื้นและภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม ควันจี้ไฟฟ้า (Surgical Smoke) จากการใช้เครื่องจี้ไฟฟ้าเพื่อตัดเนื้อเยื่อเป็นปัญหาสำคัญ ทำให้ภาพจากกล้องมัวลง ศัลยแพทย์มักเปิดวาล์วของ Trocar เพื่อระบายควันและเพิ่มความคมชัดของภาพ แต่ควันจี้ไฟฟ้ายังคงฟุ้งกระจายในห้องผ่าตัด ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของบุคลากรและผู้ป่วยจากอันตรายของควันจี้ไฟฟ้า พบว่าเนื้อเยื่อ 1 กรัมที่ถูกจี้จะสร้างควันเทียบเท่าบุหรี่ 6 มวน การใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า 5 นาที อาจผลิตอนุภาคมากถึง 1,000,000 อนุภาคต่อตารางเมตร ควันที่ลอยอยู่ในอากาศได้นานกว่า 20 นาที หากระบบระบายอากาศไม่มีประสิทธิภาพ ควันเหล่านี้มีสารพิษกว่า 150 ชนิด รวมถึงเชื้อโรค ฝุ่น PM2.5 และสารก่อมะเร็ง บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสควันจี้ไฟฟ้านาน อาจเกิดอาการเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย และปวดต้นคอ1-3 การจัดการควันจี้ไฟฟ้าในการผ่าตัดส่องกล้อง แม้จะมีระบบดูดควันในท้องตลาด4 แต่ราคาสูง โรงพยาบาลบางแห่งอาจไม่สามารถจัดหาได้ ทีมงานจึงจัดทำโครงการ “Med Safe Smoke Filter: ลดควันจี้ไฟฟ้า เพิ่มความปลอดภัยในการผ่าตัดส่องกล้อง” เพื่อพัฒนา Passive Smoke Evacuation System ซึ่งเป็นชุดระบายควันจี้ไฟฟ้าต้นทุนต่ำ ใช้วัสดุเหลือใช้ เช่น ขวด NSS เปล่า ท่อ PVC และฟิลเตอร์ดมยาสลบที่ใช้แล้วจากเคสผ่าตัดปลอดเชื้อ ระบบนี้ช่วยกรองควันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของบุคลากรและผู้ป่วย ในราคาประหยัด เหมาะสำหรับโรงพยาบาลที่ต้องการทางเลือกที่ปลอดภัยและคุ้มค่า
วัตถุประสงค์
- เพื่อลดปริมาณควันจี้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในขณะผ่าตัดส่องกล้องโดยใช้ระบบกรองควันที่ประดิษฐ์ขึ้น
- เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ลดความเสี่ยงจากการสูดดมควันจี้ไฟฟ้าที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะสั้นและระยะยาว
- เพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีต้นทุนต่ำและใช้งานได้จริง
- เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยลดมลพิษทางอากาศในพื้นที่โรงพยาบาลที่เกิดจากควันจี้ไฟฟ้า
เป้าหมายและผลที่คาดว่าจะได้รับ
|
ลูกค้า |
ความต้องการหลัก/ความคาดหวัง |
คุณลักษณะด้าน คุณภาพ |
ดัชนีชี วัดคุณภาพ |
|
บุคลากรและผู้ป่วย |
-ลดปริมาณควันจี้ไฟฟ้า -ลดการสะสมของควัน -เพิ่มความปลอดภัย -ชุดระบายควันจี้ไฟฟ้า Passive Smoke Evacuation System มีต้นทุนต่ำ |
-ลดปริมาณควันจี้ไฟฟ้าในห้องผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ -ด้านความปลอดภัย บุคลากรไม่มีอาการเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย และปวดต้นคอ จากการสัมผัสควันจี้ไฟฟ้านาน -ชุดระบายควันต้องใช้งานได้ง่าย |
-รายงานการวัดค่าอากาศในห้องผ่าตัดอยู่ในเกณฑ์ปกติ -อัตราการเกิดอาการทางสุขภาพเป็น 0 -แบบสำรวจความพึงพอใจ ความง่ายสะดวกต่อการใช้งาน 95-100 % -นวัตกรรมต้นทุนต่ำ |
|
โรงพยาบาลอื่น |
-ส่งเสริมมาตรฐานด้านความปลอดภัย -ช่วยลดมลพิษทางอากาศในพื้นที่โรงพยาบาลที่เกิดจากควันจี้ไฟฟ้า |
-นำไปปรับใช้งาน
|
-การศึกษาดูงานของ โรงพยาบาลต่าง ๆ -การเผยแพร่ผลงาน สอน สาธิตการประดิษฐ์ |
แนวทางดำเนินงาน
วิธีการ/แนวทางการปฏิบัติจริง (PDCA) ในอดีต และที่ได้ปรับปรุงใหม่ในปัจจุบัน โดยใช้หลักการ ADDIE model ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้
1.วิเคราะห์ปัญหา (A=analysis) ปัญหาที่เจอคือ ควันจี้ไฟฟ้าที่เกิดจากการใช้เครื่องจี้ไฟฟ้าในระหว่างการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งทำให้ภาพไม่ชัด ไม่สามารถมองเห็นเนื้อเยื่อขณะผ่าตัดได้ ศัลยแพทย์มักเปิดวาล์วของ Trocar เพื่อระบายควันเพื่อเพิ่มความคมชัดของภาพ และส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์เสี่ยงต่อการสูดดมสารพิษที่อยู่ในควันจี้ไฟฟ้า PDCA ครั้งที่ 1 ใช้สายดูดของเหลวต่อวาล์วของ Trocar แล้วปล่อยควันลงถุงพลาสติกที่มัดผูกกับปลายสายอีกด้านวางไว้ตำแหน่งที่ไกลเจ้าหน้าที่ แต่ใช้งานไม่สะดวก ยังได้กลิ่น PDCA ครั้งที่2 ใส่ sterile water หรือ NSS ในถุงพลาสติกประมาณ 200 CC.เพื่อให้ปลายสายจมในของเหลว ผลที่ได้ ไม่มีกลิ่น ใช้งานไม่สะดวกเหมือนเดิม
2.ออกแบบ (D=design) PDCA ครั้งที่3 ออกแบบชุดระบายควันจี้ไฟฟ้าแบบ Passive Smoke Evacuation System โดยศึกษาระบบดูดระบายควันที่มีขายอยู่ในท้องตลาด แต่ระบบเหล่านี้มีราคาสูงชุดละประมาณ 3,500 บาทใช้ครั้งเดี่ยวทิ้ง จึงใช้หลักการทำงาน Underwater sealed chest drainage มาออกแบบ Passive Smoke Evacuation System ที่มีลักษณะเรียบง่าย แต่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้วัสดุเหลือใช้ที่อยู่ในห้องผ่าตัด
3.พัฒนา (D=develop) ประดิษฐ์ ชุดระบายควันจี้ไฟฟ้าแบบ Passive Smoke Evacuation System จากขวด NSS เปล่า ท่อที่เหลือจากการผ่าตัด ฟิลเตอร์ดมยาแบบนำกลับมาใช้ใหม่ ที่สามารถใช้งานได้ง่าย มีความสะดวก รวดเร็ว
4.ทดลองใช้งาน (I=implement) นำมาทดลองใช้งานโดยเริ่มจากการทดลองใช้ในสถานการณ์จำลอง มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นและศึกษาเปรียบเทียบผลการใช้งานในด้านความง่ายสะดวกต่อการใช้ สามารถดัดแปลงขนาดได้
5.ประเมินผล (E=evaluate) หลังจากการใช้งานจริง
ขั้นตอน วิธีดำเนินการจัดทำนวัตกรรม โดยนำขวด NSS เปล่าที่ดัดแปลงโดยเจาะฝาทำช่องระบาย ท่อหรือสาย PVC ที่เหลือจากการผ่าตัด ฟิลเตอร์ดมยาที่แบบนำกลับมาใช้ใหม่ มาประดิษฐ์
1.เจาะทำรูที่ฝาขวด 2 รู ขนาดรูเท่ากับท่อพลาสติกที่เหลือจากการผ่าตัด
2.ตัดท่อพลาสติกแบบแข็งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร ยาว 22 เซนติเมตร 1 ท่อ และยาว 10 เซนติเมตร 1 ท่อ
3.ทำการประกอบท่อที่ตัดกับฝาขวดให้สนิทไม่มีรูรั่ว
4.นำข้อต่อท่อช่วยหายใจที่ใช้แล้วไปล้างทำความสะอาดฆ่าเชื้อก่อนนำมาใช้ 2 อัน
5.นำ Filter ดมยาสลบที่ใช้แล้วในเคสและไม่ติดเชื้อมา 2 อัน
6.นำสาย PVC ที่เหลือจากการใช้งานมาตัดความยาว 35 เซนติเมตรทั้ง 2 เส้นเพื่อต่อเชื่อมกับฝาขวดและ Filter 2 อัน
ผลลัพธ์และการวัดผล
|
เป้าหมาย |
การวัดผล |
ผลลัพธ์ |
|
1. ลดปริมาณควันจี้ไฟฟ้าจากการใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า |
- เปรียบเทียบปริมาณควันก่อนและหลังใช้ระบบกรองควัน |
Quality : ภาพจากกล้องผ่าตัดคมชัดขึ้น ลดอุปสรรคระหว่างการผ่าตัด |
|
- ไม่มีกลิ่นควันจี้ไฟฟ้าขณะผ่าตัดส่องกล้อง |
Environment : ลดมลพิษทางอากาศในห้องผ่าตัด |
|
|
2. เพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการสูดดมควันจี้ไฟฟ้า |
- สำรวจอาการไม่พึงประสงค์ของบุคลากรทางการแพทย์ |
Safety : ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย |
|
- การสำรวจความพึงพอใจของบุคลากรทางการแพทย์ที่ใช้งาน |
Morale : เพิ่มความพึงพอใจของบุคลากรด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน 95 % |
|
|
3. สร้างนวัตกรรมต้นทุนต่ำ ใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไป |
- เปรียบเทียบต้นทุนระบบกรองควันประดิษฐ์และสายดูดของเหลวราคา 75 บาท กับระบบเชิงพาณิชย์ราคา 3,500 บาท |
Cost : ลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล 97.85 % เพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยี |
|
- ประเมินความสะดวกในการใช้งานและการบำรุงรักษา |
Delivery : ระบบใช้งานง่ายและติดตั้งได้สะดวก |
|
|
4. ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากควันจี้ไฟฟ้า |
- วัดระดับมลพิษทางอากาศในพื้นที่โรงพยาบาลโดยหน่วยอาชีวอนามัย |
Environment : ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย ลดฝุ่น PM2.5 และสารก่อมะเร็งในอากาศ |
|
ส่งเสริมมาตรฐานด้านความปลอดภัยในโรงพยาบาล |
- การพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยทั้งผู้ป่วยและบุคลากร |
Ethics : ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ผู้ป่วยและบุคลากรปลอดภัย |
ปัจจัยความสำเร็จ
Med Safe Smoke Filter ลดควันจี้ไฟฟ้าเพิ่มความปลอดภัยในการผ่าตัดส่องกล้อง
- นวัตกรรมที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพ ใช้แนวคิดการออกแบบที่ไม่ซับซ้อน สามารถนำไปใช้งานได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูง
- ต้นทุนต่ำและเข้าถึงได้ง่าย ใช้วัสดุเหลือใช้ เช่น ขวด NSS เปล่า ท่อจากการผ่าตัด และฟิลเตอร์ดมยา ทำให้โรงพยาบาลทุกระดับสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณสูง
- เพิ่มความปลอดภัยให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ลดการสัมผัสกับสารพิษ ฝุ่น PM2.5 และเชื้อโรคในควันจี้ไฟฟ้า ช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว
- ลดขยะทางการแพทย์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ลดการสร้างขยะจากอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง
- นวัตกรรมแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนพร้อมต่อยอดสู่มาตรฐานวงกว้าง หากได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง นวัตกรรมนี้อาจกลายเป็นมาตรฐานในการจัดการควันจี้ไฟฟ้าในห้องผ่าตัดที่สามารถขยายผลและนำไปใช้ในโรงพยาบาลอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งชุด Passive Smoke Evacuation System ได้มีศัลยแพทย์นำไปเสนอเผยแพร่ในงานประชุมราชวิทยาลัยศัลยศาสตร์ปี 2565 ที่พัทยา และยังได้เผยแพร่ผ่านการประชุมออนไลน์ 1” Webinar perioperative nurse “Combat covid-19; Episode 1” 27 May 2020
บทเรียนที่ได้รับ
1 แผนหรือแนวทางการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องในอนาคต
จัดโปรแกรมอบรมเพื่อเพิ่มความรู้และทักษะในการใช้ Passive Smoke Evacuation System โดยเน้นความสำคัญของการจัดการควันจี้ไฟฟ้าและการใช้งานอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างฐานข้อมูลเพื่อติดตาม ปริมาณควัน ประสิทธิภาพการกรอง ผลกระทบต่อสุขภาพ และต้นทุนก่อน-หลังการใช้งาน เพื่อนำไปปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้น
2 จุดแข็ง (Strength) หรือ สิ่งที่ทำได้ดีในประเด็นที่นำเสนอ
ทีมพัฒนาสร้างระบบดูดควัน "Passive Smoke Evacuation System" จากวัสดุเหลือใช้ที่มีประสิทธิภาพสูงและเข้าถึงได้ในทุกโรงพยาบาล ตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพและต้นทุนที่เหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงจากการสูดดมสารพิษและควันจี้ไฟฟ้า ทำให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยปลอดภัยยิ่งขึ้น
3 กลยุทธ์ หรือ ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ
การทำงานเป็นทีม ทีมงานที่เข็มมีเป้าหมายร่วมกัน มีแรงจูงใจในการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ ปัญหาหน้างานเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์ออกแบบระบบและนวัตกรรม ที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้ทุกคนปลอดภัย
4 ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข
บุคลากรทางการแพทย์บางส่วนอาจยังไม่คุ้นเคยหรือไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของ Passive Smoke Evacuation System จึงควรมีการอบรมเกี่ยวกับความสำคัญของการจัดการควันจี้ไฟฟ้าและการใช้งานระบบนี้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ควรมีการวิจัยและทดสอบวัสดุเหลือใช้ เช่น ขวด NSS และฟิลเตอร์ดมยาสลบ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถกรองควันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
1. Sisler JD, Shaffer J, Soo JC, et al. (2018). In vitro toxicological evaluation of surgical smoke from human tissue. J Occup Med Toxicol, 13:12. [DOI] [PMC free article] [PubMed] [Google Scholar]
2. Choi SH, Choi DH, Kang DH, et al. (2018). Activated carbon fiber filters could reduce the risk of surgical smoke exposure during laparoscopic surgery: application of volatile organic compounds. Surg Endosc, 32(10):4290–4298. [DOI] [PubMed] [Google Scholar]
3. Ilce A, Yuzden GE, Yavuz van Giersbergen M. (2017). The examination of problems experienced by nurses and doctors associated with exposure to surgical smoke and the necessary precautions. J Clin Nurs, 26(11–12):1555–1561. [DOI] [PubMed] [Google Scholar]
4. Johnson K, Williams P. Smoke Evacuation Systems in Operating Rooms. Journal of Medical Engineering. 2020;10(2):1-5.